ไบโอดีเซล




ชื่อแหล่งเรียนรู้ ไบโอดีเซล
ชื่อเจ้าของแหล่งเรียนรู้ นายมานพ แสงสว่าง
ที่ตั้งแหล่งเรียนรู้ หมู่ที่ 3 ตำบลบ้านจ่า อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
ระยะทางแหล่งเรียนรู้ถึงโรงเรียน 1.5 กิโลเมตร

ไบโอดีเซล (biodiesel) เป็นเชื้อเพลิงดีเซลที่ผลิตจากแหล่งทรัพยากรหมุนเวียน เช่น น้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือสาหร่าย ไบโอดีเซลเป็นเชื้อเพลิงดีเซลทางเลือก นอกเหนือจากดีเซลที่ผลิตจากปิโตรเลียม โดยมีคุณสมบัติการเผาไหม้ เหมือนกับดีเซลจากปิโตรเลียมมาก และสามารถใช้แทนกันได้

คุณสมบัติสำคัญของไบโอดีเซลคือ สามารถย่อยสลายได้เอง ตามกระบวนการชีวภาพในธรรมชาต (biodegradable) และไม่เป็นพิษ (non-toxic)

ในปัจจุบัน ต้นทุนการผลิตไบโอดีเซล ยังมีราคาแพงกว่าดีเซลจากปิโตรเลียมเมื่อไม่นับรวมถึงอัตราภาษีสรรพสามิต ในประเทศเยอรมนี ในปีพ.ศ. 2548 มีกำลังการผลิต 2 ล้านตันต่อปี ราคาจำหน่ายตามสถานีประมาณ 45 บาทต่อลิตร ถูกกว่าน้ำมันดีเซลเพราะมีการยกเว้นภาษีสรรพสามิต กระบวนการผลิตไบโอดีเซลคือปฏิกิริยาเคมี Transesterification หรือ Esterification

ประเทศไทยริเริ่มโครงการไบโอดีเซลเมื่อ ปีพ.ศ. 2543 และได้มีการติดตั้งระบบผลิตเอทธิลเอสเตอร์โดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ตั้งแต่ 7 พ.ค.47 และได้มีการพัฒนาโครงการไบโอดีเซลชุมชนที่ จ.เชียงใหม่ ปัจจุบัน (มี.ค.49) มีไบโอดีเซล 5% จำหน่ายในสถานีของ ปตท. และบางจาก ในกทม. และเชียงใหม่ (ตามโครงการล้านนาฟ้าใสไบโอดีเซล) ทั้งหมด 15 สถานี

ไบโอดีเซล เป็นพลังงานทดแทนเชื้อเพลิงดีเซลจากน้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่ากระบวนการทรานเอสส์เทอริฟิเคชัน (Transesterification Process) โดยให้น้ำมันพืชทำปฏิกิริยากับแอลกอฮอล์ เช่น เมทานอล หรือเอทานอล และมีด่างเป็นตัวเร่งปฏิกิริยา
ไบโอดีเซล คือเอสเทอร์ของกรดไขมัน เรียกว่า Fatty Acid Methyl Ester
การเรียกชื่อ ขึ้นกับชนิดของแอลกอฮอล์ที่ใช้ในการทำปฏิกิริยา เช่น เมทิลเอสเทอร์ เป็นเอสเทอร์ที่ได้จากการใช้เมทานอลเป็นสารในการทำปฏิกิริยา หรือ เอทิลเอสเทอร์ เป็นเอสเทอร์ที่ได้จากการใช้เอทานอล เป็นสารในการทำปฏิกิริยา เป็นต้น

สูตรการทำน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืช,สัตว์ที่ใช้แล้ว
(ควรสวมถุงมือ ผ้าปิดปาก-จมูกและผ้ากันเปื้อน เพื่อความปลอดภัย)
น้ำมันพืช,สัตว์(ลิตร) เมทิลแอลกอฮอล์(ลิตร) โซดาไฟ(กรัม)

120 24 800
75 15 500
60 12 400
30 6 200
25 5 150
7.6 1.5 50
3.75 0.75 25
อัตราคำนวณ(15-20%) อัตราคำนวณ(6-6.25%)
วิธีทำไบโอดีเซล
1. นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้วกรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
- หากมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน(ลักษณะขาวมัน)ต้องต้มน้ำมันในอุณหภูมิประมาณ 110 องศา นานประมาณ 10 นาที แล้วดับไฟ (ขณะต้มจะมีฟองน้ำผุดขึ้น และมีเสียงดังที่ก้นหม้อ)
- หากไม่มีน้ำปน(น้ำมันมีลักษณะใส)ต้มน้ำมันที่อุณหภูมิ 57 องศา แล้วดับไฟ ความร้อนจะขึ้นถึง 60 องศา
2. นำเมทิลแอลกอฮอล์ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนที่มีฝาปิด และนำโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้วเขย่าจนละลายหมด ณ เวลาใกล้เคียงกันกับน้ำมันอุณหภูมิที่ 60 องศา (ระหว่างเขย่า ควรหยุดเปิดฝาคลายให้ไอร้อนระเหยออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง) ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความระมัดระวังอย่าสัมผัสส่วนผสมนี้หรือสูดดมไอระเหย และอย่าทำให้เกิดประกายไฟ ควรทำในสถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี (หากมีการสัมผัสให้ล้างน้ำสะอาดทันที)
3. เมื่ออุณหภูมิน้ำมันที่ต้ม 60 องศาพอดีให้ยกน้ำมันลงจากเตา แล้วนำส่วนผสมของ ข้อ2 เทผสมลง แล้วกวนให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียวกัน พักทิ้งไว้ค้างคืน
4. ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล)ตักพักไว้ประมาณ 7 วัน ค่อนนำไปใช้เติมเป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล ส่วนชั้นล่างเป็นของแข็งสีน้ำตาล คือ กลีเซอรีน สามารถนำไปทำเป็นสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดพื้หรือทำเป็นเชื้อเพลิงติดไฟ


เมื่อผสมส่วนผสมเข้ากันแล้วหลังจากกวนส่วนผสม ผลที่ได้คือ
- ได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป
- ได้เป็น 3 ส่วน คือ
ส่วนบน = ไบโอดีเซล
ส่วนกลาง = น้ำมันที่ยังไม่ทำปฏิกริยา
ส่วนล่าง = กลีเซอรีน
หมายความว่าโซดาไฟน้อยไป
- หากใช้โซดาไฟที่ชื้นหรือมีน้ำปนอยู่ ก็จะได้ส่วนที่ 4 เกิดขึ้น คือ สบู่

ควรทดสอบหาค่าของโซดาไฟตามความเหมาะสมของน้ำมันแต่ละแหล่งที่ได้มาในจำนวนที่น้อยก่อนเพื่อป้องกันความเสียหายเนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันที่แตกต่าง
การใช้น้ำมันไบโอดีเซล ควรหมั่นตรวจไส้กรองดีเซล และเปลี่ยนตามกำหนด หรือถ่ายน้ำจากกรองดักน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุล ให้ตรวจสอบระบบท่อน้ำมันและไส้กรองน้ำมันดีเซล

กระบวนการ Biodiesel
ไขมันสัตว์หรือพืชเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ซึ่งมีกลีเซอรีนอยู่ 7-13% โมเลกุลของน้ำมันพืชใหม่ที่ยังไม่ได้ใช้จะมีคาร์บอนเกราะอยู่ 18 ตัวเมื่อนำไปปรุงอาหารจะมีคาร์บอนเกราะมากขึ้นเป็น 32 ตัว ขณะที่น้ำมันดีเซลจะมีคาร์บอนเกราะอยู่ 12 หรือ 13 ตัว กระบวนการเกิด Biodiesel คือการเปลี่ยนน้ำมันพืช ไปเป็น Ester โดย การแยกกลีเซอรีน(รวมทั้งสบู่)ออกไป โดยการทำให้ห่วงโซ่ของคาร์บอนสั้นลง กลีเซอรีน และสบู่จะตกลงสู่ด้านล่าง ขณะที่ Biodiesel ลอยขึ้นสู่ด้านบน
กระบวนการนี้จึงเรียกว่า ทรานสเอสเตอริฟิเคชั่น (Transesterification) ซึ่งแอลกอฮอล์จะเข้าไปแทนที่กลีเซอรีนในปฏิกิริยาเคมี โดยใช้ด่าง (Lye) หรือโซเดียมไซดรอกไซด์ (NaOH) เป็นตัวแร่งปฏิกิริยา(Catalyst) การใช้เอทิลจะมีกระบวนการที่ซับซ้อนกว่าเมทิลส่วนตัวเร่งถ้าใช้โปแตสเซียม ไฮดรอกไซด์ (KOH) จะแพงกว่าและใช้ปริมาณมากกว่า 2 เท่า

ส่วนผสม
- น้ำมันพืช 10 ลิตร
- เมทานอล 2 ลิตร
- โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 6 - 6.25 กรัม ต่อน้ำมันพืช 1 ลิตร (น้ำมันพืชใหม่ใช้ 3.5 กรัม ต่อน้ำมันพืช 1 ลิตร)
- การคำนวณหาปริมาณสัดส่วนของโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) จะใช้วิธีการไตเตรท(Titration)
วิธีทำ
กรองน้ำมันให้สะอาดด้วยผ้าขาวบาง(ถ้ามีน้ำปนอยู่ให้ต้มให้เดือด100องศา ให้น้ำระเหยออกให้หมด)ผสมเมทานอลกับโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ระหว่างผสมจะร้อนและมีไอระเหย ให้ระวังถ้าเป็นถังพลาสติก ให้เปิดฝาคลายออกเป็นระยะ ถ้าเป็นแก้ว ควรมีปากแคบ ขณะเดียวกัน ตั้งน้ำมันพืช อุ่นให้ได้ 60 องศา ค่อยๆเทส่วนผสมลงไปในน้ำมัน กวนไปเรื่อยๆ 30 นาที ปฏิกิริยาจะสมบูรณ์ ถ้าได้ 1 ชั่งโมงยิ่งดี ทิ้งไว้ 1 คืน กลีเซอรีนจะอยู่ข้างล่าง ทิ้งไว้อีก 1 สัปดาห์ จึงจะนำมากรองด้วยเครื่องกรองของดร.ดำรง จึงนำไปใช้ได้

Biodiesel
ปฏิกิริยาTransesterification คือการเติมแอลกอฮอล์ เช่นเมทานอล และตัวเร่งปฏิกิริยาเช่นโซเดียม ไฮดรอกไซด์ ภายใต้สภาวะอุณหภูมิประริมาณ 50-55 องศา ให้อยู่ในรูปของ Methyl Esters
Biodiesel ต่างกับ Diesel คือเป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของน้ำมันจาก Triglyceride เป็น Organic Acid Esters
Biodiesel ให้การเผาไหม้ที่สะอาดกว่าไอเสียคุณภาพดีกว่า เพราะมีองค์ประกอบของสารออกซิเจนอัด Oxygenate ปริมาณสูง ช่วยให้การเผาไหม้ในกระบอกสูบมีความสมบูรณ์หมดจดกว่าดีเซลปกติ จึงมีความหล่อลื่นสูง ทำให้ปั้มลูกสูบ (Plunger Pump) และแหวนลูกสูบ (Piston Ring) มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า นอกจากนี้ยังมีเขม่าคาร์บอนน้อย จึงไม่ทำให้เกิดการอุดตันได้ง่าย

คุณสมบัติของ Biodiesel
- ค่าความถ่วงจำเพาะ (Specific Gravity) 0.86-0.89
- ค่าความหนืดที่ 20 องศาเซลเซียส
- ค่าซีเทน (Cetane Index) น้อยกว่า 49
- จุดวาบไฟ (Flash Point) 100 องศาเซลเซียส
- จุดไหลเท (Coid Filler Plugging Point) -12
- ค่าความร้อน (กิโลจูลต่อลิตร) 33,300


ข้อควรระวัง
- ไม่สุดกลิ่นไอระเหยจากสารเคมี
- ควรทำในที่ๆอากาศถ่ายเทสะดวก
- ไม่สัมผัสกับสารเคมีโดยตรง
- ควรใช้ผ้าปิดจมูกและปาก สวมถุงมือ
- ต้องไม่ใช้ภาชนะที่เป็นอลูมิเนียม ดีบุก สังกะสี ควรใช้แสตนเลส หรือแก้วเท่านั้น

ปัญหาที่อาจพบ
เมื่อผสมส่วนผสมแล้ว หลังจากกวนส่วนผสมได้เป็นของเหลวคล้ายเจล โดยที่ไม่มีการแยกตัวระหว่างไบโอดีเซลกับกลีเซอรีน แสดงว่าปริมาณโซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) มากเกินไปในทางตรงกันข้ามถ้าน้อยเกินไป จะได้ 3 ส่วน คือ ไบโอดีเซลส่วนกลางเป็นน้ำมันที่ยังไม่ได้ทำปฏิกิริยา และส่วนล่างคือกลีเซอรีน และถ้าใช้โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) ที่ชื้นหรือมีน้ำปนอยู่ก็จะมีส่วนผสมที่4เกิดขึ้นนั้นคือสบู่

การล้างไบโอดีเซล
ถ้าผลิตเชิญพาณิชย์ ต้องล้างให้สะอาดบริสุทธิ์ก่อนนำไปใส่เครื่องยนต์ เพื่อขจัดกลีเซอรีน สบู่ละสิ่งปนเปื้อน
สำหรับการใช้เองอาจจำเป็น เพราะสิ่งปนเปื้อนมีไม่มากจนทำให้เครื่องยนต์เสียหาย หากจะล้างมีวิธีการง่ายๆ โดยการเติมน้ำลงไปประมาณ 10% แล้วคนปล่อยน้ำให้จมด้านล่าง ซึ่งใช้เวลานานพอสมควร แล้วจึงเปิดน้ำทิ้งไป หากยังขุ่นอยู่ แสดงว่ายังมีน้ำปน ให้เอา ไบโอดีเซลตั้งไฟอุ่นเพื่อให้น้ำระเหยออก

การนำไปใช้
ไม่จำเป็นต้องมีการดัดแปลงเครื่องยนต์ เพียงแต่ปรับแต่งการหน่วงเวลาการฉีดพ่นน้ำมันออกไป 2-
3 องศา เพื่อแก้ไขผลที่เกิดจากการคำนวณซีเทนที่สูงขึ้นของ ไบโอดีเซล เมื่อเริ่มต้นใช้ ควรใช้ไส้กรองน้ำมันใหม่ และในระบบเชื้อเพลิง ไม่ควรมีส่วนประกอบที่เป็นยาง ถ้ามีให้เปลี่ยนเพราะ ไบโอดีเซลจะทำปฏิกิริยากับยางอาจจะบวมและรั่วได้ อีกทั้งไบโอดีเซลเป็นตัวทำลายที่ดี สิ่งสกปรกที่อยู่ในถังน้ำมันและท่อส่งน้ำมันจะหลุดออกมาอยู่ที่กรองน้ำมันได้(โดยเฉพาะรถเก่า)จึงควรปฏิบัติดังนี้
1. ถ้ามีส่วนประกอบที่เป็นท่อยาง ควรเปลี่ยนใหม่เป็นแบบแข็งหรือที่ใช้กันไบโอดีเซลได้
2. เปลี่ยนกรองน้ำมันครั้งแรกหลังจากการใช้งานไปได้ประมาณ 500 กม.
3. เปลี่ยนกรองทุกๆ 3,000 กม.
4. เมื่อเปลี่ยนไส้กรอง ควรนำมาผ่าดู เพื่อติดตามผล
การทำไบโอดีเซล
การทำไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชที่ใช้แล้ว น้ำมันพื้นที่ได้จากการปรุงอาหารซ้ำหลายครั้ง มาจากต่างถิ่นต่างที่ มีความเป็นกรดไม่เท่ากัน ดังนั้น วิธีการทำไบโอดีเซล สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การทำไตรเตรต น้ำมัพืชที่ใช้แล้ว การทำไตรเตรตน้ำมันพื้นที่ใช้แล้ว เป็นการหาค่าความเป็นกรดของน้ำมันพืช เพื่อที่จะหาปริมาณของเบสก็คือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) หรือโซดาไฟ ซึ่งโซเดียมไฮดรอกไซด์หรือโซดาไฟ มีขายตามท้องตลาดทั่วไป
ในการทำไตรเตรตนั้น ก็คือสารละลายมาตรฐาน ซึ่งสารละลายมาตรฐานนี้ ได้จากการนำน้ำกลั่นที่ใช้เติมในแบตเตอร์รี่รถยนต์ 1 ลิตร ผสมกับ NaO หรือ โซดาไฟ 1 กรัม ละลายให้เข้ากัน
อันที่ 2 ไอโซโปทิวแอลกอฮอล ซื้อได้จากร้านเคมีภัณฑ์ ตวงมา 10 cc อันที่ 3 น้ำมันพืชที่ใช้
แล้ว ที่เราต้องการไตรเตรต 1 cc อันที่ 4 แท่งแก้วคน อันที่ 5 อุปกรณ์ที่ใช้ตวง คือ เบกเกอร์
อันที่ 6 กระดาษ ph ซึ่งใช้เป็นอินดิเคเตอร์ สำหรับวัดค่า ph

ขั้นตอนการทำไบโอดีเซล
นำน้ำพืชที่ใช้แล้ว 1 ซีซี ผสม กับ ไดโซโปทิวแอลกอฮอล 10 ซีซี แล้งใช้แท่งแก้วคน
หลังจากนั้นใช้ดอบเบอร์ตวง สันลายมาตรฐาน ครั้งละ 1 ซีซี หยดลงไปแล้วใช้แท่งแก้วคนให้เข้ากัน ใช้กระดาษ ph จ่ม แล้วเทียบสีกระดาษ ph กระดาษ ph เป็นอินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง หรือเบส สีของกระดาษ ph สีเขียวอ่อนแสดงความเป็นกลางจะมีค่าเป็น 7 อันนี้ยังใช้ไม่ได้ยังเป็นสีเขียวอ่อนอยู่ ถ้าเป็นแบบนี้ยังใช้ไม่ได้ เราก็ตวงสารละลายมาตรฐานอีก 1 cc หยดลงไป แล้วใช้แท่งแก้วคนให้เข้ากัน ใช้กระดาษ ph วัดค่า ph อยู่ในช่วงระหว่าง 8 ถึง 9 แล้วก็มาเทียบสี อีกนิดเดียวยังใช้ไม่ได้ เราใช้ เครื่องตวง ดอบเบอร์นี้ตวงสารละลายมาตรฐาน ขึ้นมาอีก
1 cc ใช้แท่งแก้วคน .....ใช้กระดาษ ph จุ่ม ขันตอนนี้ต้องใจเย็นๆ และรอบคอบ เราจะพบว่าสีของกระดาษ ph เข้มขึ้น แล้วนำมาเทียบกับดัชนีข้างกล่อง มีการเทียบสี ปรากฎว่า ค่า ph อยู่ในช่วงระหว่าง 8 ถึง 9 ก็ไช้ได้ เราก็บันทึก สารละลายมาตรฐาน หยดลงไป สักครู่ นี้ 3 cc เราจะทำลักษณะเดียวกันนี้ ถึง 3 ครั้ง บันทึกปริมาณสารละลายแต่ละครั้งไว้ เมื่อได้ครบ 3 ครั้ง ก็จะนำมาหาค่าเฉลี่ยสารละลายมาตรฐาน หลังจากที่เราทราบค่าเฉลี่ยของสารละลายมาตรฐานแล้วเราก็นำไปคำนวณต่อ เพื่อหาปริมาณของเบส หรือ NaOH มีชื่อทางตลาดว่า โซดาไฟ ซึ่งมีขายตามท้องตลาดทั่วไป
วิธีการทำไบโอดีเซลจากน้ำมันพื้ชที่ใช้แล้ว
นำน้ำมันพื้ช 500 cc มาอุ่นให้มีอุณหภูมิ ประมาณ 55 – 66 C ในระหว่างที่อุ่นน้ำมันอยู่นั้น เราก็เตรียมสารละลาย เมทลแอลกอฮอล ผสมกับ โปตัสซียไฮดอกไซด์ หรือ NaOH ขั้นตอนในการเตรียมแอลกอฮอลนี้ เราจะนำเมทิลแอลกอฮอล 100 cc ต่อ น้ำมันพืช 500 cc ...NaOH
ซึ่งเราทำไตรเตรต เรียบร้อยแล้ว ปริมาณนี้ใส่ลงไป เราจะไม่นำเมทิลแอลกอฮอล ใส่ลงไปในด่างหรือเบส แต่เราจะนำด่างหรือ เบส ใส่ลงไปในเมททิลแอลกอฮอล ใช้แท่งแก้วคน เพื่อให้เมทิลแอลกอฮอล กับด่างเข้ากัน ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณหภูมิของน้ำมันพืชที่อุ่นอยู่ ให้ได้อุณหภูมิ
50-55 หรือ 60 C ขณะนี้อุหภูมิประมาณ 50 C ใช้ได้เลย เราก็นำไฟออกแล้วก็ปิดไฟ เมื่อทำการผสม เมทิลแอลกอฮอล กับเบส ผสมเข้ากันดีแล้ว เราก็นำน้ำมันพืชอุณหภูมิ 55 C ลงจาเตา แล้วนำเมทิลแอลกอฮอลที่ผสมกับเบสหรือด่างแล้ว .....ค่อยๆเทลงไปทีละน้อยพร้อมๆ กับค่อยๆ คนไปเรื่อยๆ อย่าเทลงไปทีเดียว มันอาจจะเกิดความร้อนมาก เป็นอันตราย คนไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 20 - 30 นาที ในขณะที่คนเราใช้ผ้า ปิดปาก หรือเครื่องกรองอากาศ เพื่อป้องกัน ก๊าซพิษที่จะเกิดขึ้น
ในระหว่างเกิดปฏิกิริยา ในขณะที่คนน้ำมันพืชที่ผสมกับเมทิลแอลกอฮอลนี้ จะพบว่าสีของของเหลวนี้จะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเกิดปฏิกิริยาทรานเอสเทอสิเคชั่น สิ่งที่ได้ก็คือ กรีเซอรีน
กับเอสเทอร์ หลังจากนั้นตั้งทิ้งไว้ ประมาณ 30 นาที จะพบว่า ของเหลวในเบเกอร์นี้ แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ส่วนที่ตกลงด้านล่างก็คือ กรีเซอรีน ส่วนที่เป็นของเหลวใสด้านบนก็คือ เอสเทอร์
หรือไบโอดีเซลนั้นเอง
หลังจากตั้งไว้ 30 นาที จะพบว่าของเหลวในเบเกอร์แบ่งออกเป็น 2 ชั้น ด้านล่างสีเข้มเป็นกรีเซอรีนจะมีน้ำหนักมากกว่า ส่วนของเหลวใสด้านบนก็คือ เอสเทอร์ หรือไบโอดีเซลนั่นเอง
หลังจากนั้นเรานำน้ำมันไบโอดีเซลที่ได้จากการทำแล้วครั้งนี้ แยกออกจากกรีเซอร์รีนมาทำการล้างเพื่อกำจัดคราบความเป็นเบสออกจากน้ำมันไบโอดีเซล โดยใส่น้ำปะปา หรือน้ำสะอาด
ประมาณ 50 % ของน้ำมัน แล้วทำการเขย่า แล้วตั้งทิ้งไว้
ในการล้างน้ำมันไบโอดีเซลแล้วตั้งทิ้งไว้ จะพบว่า มีของเหลวแยกชั้นเป็น 2 ชั้น ประมาณของเหลวด้านล่างคือน้ำ ซึ่งมีความหนาแน่นมากกว่า ของเหลวด้านบนนี้คือไบโอดีเซล ซึ่งมีความหนาแน่นน้อยกว่า
ในการล้างควรล้างประมาณ 3 ครั้ง สังเกตว่าน้ำที่ตกลงด้านล่างใส แสดงว่าใช้ได้แล้ว
 

วัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต

ข้อมูลนี้เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  1. น้ำมันปาล์มดิบ
  2. น้ำมันมะพร้าว ราคาวัตถุดิบต่ำ แต่เสถียรภาพด้านปริมาณและมูลค่าเพิ่มไม่ดีเท่าน้ำมันปาล์มดิบ
  3. น้ำมันสบู่ดำ
  4. น้ำมันดอกทานตะวัน
  5. น้ำมันเมล็ดเรพ (rape seed oil)
  6. น้ำมันถั่วเหลือง
  7. น้ำมันถั่วลิสง
  8. น้ำมันละหุ่ง
  9. น้ำมันงา
  10. น้ำมันพืชใช้แล้ว มีปัญหาเรื่องการปนเปื้อนในรูปของน้ำและตะกอน

ขั้นตอนการผลิต

ข้อมูลนี้เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

การทำไบโอดีเซล

  1. ขั้นตอนจากพืชน้ำมันไปเป็นน้ำมันพืช
  2. ขั้นตอนจากน้ำมันพืชไปเป็นไบโอดีเซล

ขั้นตอนในการผลิตไบโอดีเซล

  1. นำน้ำมั้นพืชที่ได้จากพืชน้ำมันมาผสมทำปฏิกิริยากับเมทานอล (methanol) กับสารเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะได้เป็นไบโอดีเซล กับกลีเซอรีน
  2. แยกกลีเซอรีนออก ทำความสะอาดไบโอดีเซล


    วิธีการผลิตไบโอดีเซล (Biodiesel) จากน้ำมันพืชสารตั้งต้น
    1. น้ำมันมรกต (จากปาล์ม)
    2. โปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) หรือ โซเดียมไฮดรอกไซด์ (NaOH) 1 % (g/ml)
    3. เมทานอล (Methanol) หรือ เอทานอล (Ethanol) 25 %
    ขั้นตอนการผลิต
    1. นำน้ำมันพืชที่ทำจากปาล์มมาจำนวนหนึ่ง
    2.ชั่งสารโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) 1 % โดยน้ำหนัก
    ต่อปริมาตรของน้ำมันพืช (g/ml)
    3. ตวงเมทานอลจำนวน 25 % ของน้ำมันพืชแล้วผสมโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่เตรียมไว้คนให้เข้ากัน
    4. อุ่นน้ำมันพืชที่เตรียมไว้ให้ได้อุณหภูมิ 45 - 50 C
    5. เทสารละลายโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์กับเมทานอล
    ลงในน้ำมันพืชที่อุ่น คนเข้ากัน
    6. ยกส่วนผสมลงจากเตาตั้งทิ้งไว้จะเกิดการแยกชั้นระหว่าง
    เมทิลเอสเตอร์ กับ กลีเซอรีน
    7. แยกน้ำมันไบโอดีเซล (เมทิลเอสตอร์ ) ส่วนบนออกจาก
    กลีเซอรีนด้านล่าง แล้วผ่านกระบวนการ Wash เพื่อกำจัด
    แอลกอฮอล์และโปเตสเซียมไฮดรอกไซด์ที่ตกค้าง
    8. นำไปเติมแทนน้ำมันดีเซล

มาตรฐานคุณภาพ

ข้อมูลนี้เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  1. ตัวจุดวาบไฟ (flash point) โดยปกติมาตรฐานจะอยู่ที่ 130 ถ้าหากสูงกว่านี้ คือเป็น 150 หรือ 170 จะทำให้รถสตาร์ทติดยาก
  2. ความบริสุทธิ์ของไบโอดีเซล

ข้อแตกต่างระหว่างไบโอดีเซลกับน้ำมันดีเซล

ข้อมูลนี้เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  • จุดวาบไฟของน้ำมันดีเซลต่ำ ประมาณ 50 กว่า ในขณะที่จุดวาบไฟของน้ำมันไบโอดีเซล ประมาณ 100 กว่าขึ้นไป
  • น้ำมันดีเซลมีกำมะถันสูง แต่น้ำมันไบโอดเซลไม่มี

ผลต่อการทำงานของรถยนต์

ข้อมูลนี้เป็นเนื้อหาที่อ้างอิงมาจากวารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลย

ไบโอดีเซลช่วยหล่อลื่นแทนกำมะถัน และลดฝุ่นละอองหรือควันดำ ที่เรียกว่า particulate matter ให้ต่ำลง โดยไม่ทำให้เครื่องยนต์อุดตันเพราะเผาไหม้หมด